แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติในจังหวัดอุบลราชธานี

เสาเฉลียง

เสาเฉลียงเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สืบเนื่องมาจากกระบวนการกัดเซาะและกัดกร่อนด้วยอิทธิพลของน้ำและลม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการสึกกร่อนโดยแม่น้ำหรือธารน้ำไหลกัดเซาะเป็นเวลาชั่วนาตาปี เกิดขึ้นในชั้นหินที่วางตัวอยู่ในแนวราบหรือเกือบราบและในแต่ละชั้นมีส่วนประกอบของแร่ที่แตกต่างกัน จึงทำให้มีความแข็งและทนทานที่ไม่เหมือนกัน ประติมากรรมชิ้นเอกร่วมกันของหินทราย 2 ยุค คือ หินทรายยุค ครีเตเซียส ซึ่งมีอายุประมาณ 130 ล้านปี เป็นส่วนดอกเห็ดอยู่ท่อนบน และหินทราย ยุคไดโนเสาร์ มีอายุประมาณ 180 ล้านปี เป็นส่วนต้น เสาหินท่อนล่างโดยผ่านการถูกชะล้างพังทลายอันเกิดจากสภาพอากาศ ฝนและลมพายุเป็นเวลาหลายล้านปี ซึ่งคุณสมบัติทางธรณีวิทยาของหินทรายนั้นง่ายต่อการสึกกร่อนกว่าหินชนิดอื่นที่จัดอยู่ในกลุ่มหินชึ้นเดียวกัน และเมื่อผ่านการสึกกร่อนไปได้ระยะหนึ่งก็มีสิ่งที่เรียกว่า กระบวนการต้านทานทางธรรมชาติ และแรงกดทับของเม็ดฝนทำให้หินทรายแข็งยิ่งขึ้น เป็นผลให้สามารถรักษาสภาพให้คงรูปได้ดังที่เห็นอยู่ในรูปข้างๆนี้ เสาเฉลียง แผลงมาจาก "สะเลียง" แปลว่า "เสาหิน

ผาแต้ม

    

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม เป็นอุทยานฯ ลำดับที่ 74 ของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 212,500 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและเนินเขา มีหน้าผาสูงชันหลายแห่ง สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าเต็งรัง ลักษณะเป็นป่าโปร่ง ต้นไม้แคระแกร็น แต่มีความสวยงามตามธรรมชาติ พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ เต็ง รัง เหียง ประดู่ และเหมือดต่างๆ ส่วนพืชพื้นล่างจะเป็นพวกไผ่ป่า หญ้าต่างๆ และข่อยหิน นอกจากนี้ตามซอกลานหินทั่วไปยังมีไม้ดอกที่สวยงาม เช่น หยาดน้ำค้าง กระดุมเงิน มณีเทวา ฯลฯ ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากกระจายทั่วพื้นที่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย เช่น เสาเฉลียง อยู่ก่อนถึงผาแต้มประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเสาหินธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลมเป็นเวลานับล้านปี มีลักษณะคล้ายดอกเห็ดเรียงรายกันอยู่มากมาย ดูแปลกตายิ่งนัก ผาแต้ม เป็นหน้าผาสูงชันที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ เป็นจุดชมวิวที่สวยงาม และยังเป็นจุดที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนที่แห่งใดในประเทศไทย นอกจากนี้บริเวณผนังหน้าผาด้านล่าง ยังปรากฏภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์เรียงรายอยู่ประมาณ 300 ภาพ ซึ่งทางอุทยานฯ ได้ทำทางเดินสำหรับลงไปชมไว้แล้ว ป่าดงนาทาม อยู่ในบริเวณภูนาทาม ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 36 กิโลเมตร การท่องเที่ยวที่ป่าดงนาทามเป็นลักษณะการเดินป่าชมธรรมชาติ โดยระหว่างทางจะพบสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น เสาเฉลียงคู่ น้ำตกห้วยพอก ผาชะนะได ผากำปั่น ผาหินแตก น้ำตกกวางโตน หินโยก ภูจ้อมก้อม ฯลฯ น้ำตกสร้อยสวรรค์ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่เกิดจากลำห้วย 2 สาย คือ ห้วยสร้อย และห้วยไผ่ ไหลจากหน้าผาคนละด้านมาบรรจบกัน มองดูคล้ายสร้อยคอ วิธีเดินทางคือ ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2112 เมื่อถึงกิโลเมตรที่ 20 จะพบทางแยกขวา ให้เลี้ยวเข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตร แล้วเดินเท้าต่ออีก 500 เมตร

สามพันโบก

        

สามพันโบก เป็นแก่งหินใต้ลำน้ำโขง เขตบริเวณบ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี สามพันโบกคือความงดงามใต้น้ำ ที่จะปรากฏให้เห้นความงดงามแค่เพียงในยามน้ำแล้งเท่านั้น เนื่องจากในช่วงฤดูน้ำหลากแก่งหินดังกล่าวจะจมอยู่ใต้บาดาล ความสวยงามวิจิตรของหินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่ง มองเห็นเป็นภาพศิลปะ มีรูปร่างแตกต่างกันออกไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บ้างเป็นรูปวงรี รูปดาว รูปวงกลม และรูปอื่นๆ อีกมากมาย ตามแต่ที่เราจะจินตนาการจำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3 พันโบก?เพราะมีมากกว่า 3,000 แอ่ง ที่นี่จึงได้ฉายาว่า “แกรนแคนย่อนเมืองไทย” 
“โบก” เป็นชื่อเรียกของ แอ่ง หมายถึง บ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ลำน้ำโขง และคำว่า “โบก” เป็นภาษาของลาวที่มักนิยมเรียกกัน และ สามพันโบก กลายเป็นที่เพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด ในลำน้ำโขงตามธรรมชาติแหล่งใหญ่ที่สุด รักษาระบบนิเวศและการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำ ในลำน้ำโขงให้อยู่ได้อย่างสมดุล
ในช่วงหน้าแล้ง สามพันโบก จะโผล่พ้นน้ำให้เห็นเป็นคล้ายภูเขากลางลำน้ำโขง ความสวยงามวิจิตรของหินที่ถูกน้ำเซาะมองเห็นเป็นภาพศิลปะ บางแห่งใหญ่ขนาดเป็นสระว่ายน้ำ บางแอ่งขนาดเล็ก มีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เช่น รูปดาว วงรี และหินที่ถูกน้ำกัดเซาะจนดูคล้ายรูปหัวสุนัขพูเดิล มีความสวยงาม
การเดินทางท่องเที่ยวทางเรือไปยังแก่งสามพันโบก นิยมนั่งเรือจากหาดสลึง ที่บ้านสองคอน ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ไทร ล่องตามลำน้ำโขงระยะทาง 4 กิโลเมตร ระหว่างทางจะผ่าน “ปากบ้อง” จุดแคบที่สุดของแม่น้ำโขง ซึ่งมีความกว้างเพียง 56 เมตร และ “หินหัวพะเนียง” เป็นแก่งหินกลางแม่น้ำที่ทำให้แม่น้ำโขงแยกออกเป็นสองสาย หรือสองคอน ในภาษาท้องถิ่น จึงเป็นที่มาของชื่อ “บ้านสองคอน”

 น้ำตกแสงจันทร์

   

น้ำตกแสงจันทร์ “น้ำตกรู” “น้ำตกลงรู” หรือ “น้ำตกลอดรู” คือหลากหลายชื่อเรียกน้ำตกแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ด้วยความสวยงามระคนปนกับความแปลกประหลาดของสายน้ำที่ไหลทะลุผ่านรูของแผ่นหินทรายขนาดใหญ่ลงสู่แอ่งเบื้องล่างดุจดั่งฝักบัวซึ่งธรรมชาติสรรค์สร้างนี่เองที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมากมายเดินทางแวะเวียนมาเยี่ยมชมตลอดช่วงฤดูฝน – ต้นฤดูหนาว เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติซึ่งไม่ควรพลาดในโปรแกรมการท่องเที่ยวย่านอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี
น้ำตกแสงจันทร์ เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่สายน้ำไหลมาพบกับสิ่งกีดขวางซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นหินทรายขนาดใหญ่ (คล้ายๆกับหลังคาของเพิงหมาแหงน) ที่วางตัวเป็นมุมเงยต้านกับเส้นทางการไหลของสายน้ำทำให้เกิดกระแสน้ำไหลเป็นวังวนรูปก้นหอย นานวันเข้ากระแสน้ำวนนี้ก็ค่อยๆกัดกร่อนแผ่นหินทรายลงลึกขึ้นๆกลายเป็นแอ่งรูปทรงกลมจนกระทั่งทะลุผ่านแผ่นหินกลายเป็น “น้ำตกรู” “น้ำตกลงรู” หรือ “น้ำตกแสงจันทร์” ที่เรารู้จักกันในที่สุด คุณสามารถสังเกตเห็นร่องรอยของปรากฏการณ์ธรรมชาติในอดีตนี้ได้เพียงเดินจากลานจอดรถไปทางทิศใต้ห่างจากทางลงน้ำตกแค่ประมาณ 15 เมตร ก็จะพบกับเพิงผาซึ่งมีสายน้ำไหลวนเวียนผ่านรูหินกลมทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่าง (จุดชมทิวทัศน์นี้ คือ ด้านบนของน้ำตกลงรูนั่นเอง)

ผาชะนะได

  

ผาชะนะได เป็นเขาที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 450 เมตร ตั้งอยู่ใน อุทยานแห่งชาติผาแต้ม เดินทางเข้าไปใน ป่าดงทานาม เป็นจุดที่จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นแห่งแรกของประเทศไทย มองจาก ผาชะนะได ลงไปแล้วจะ้เห็นแม่น้ำโขงที่เป็นเขตกั้นของประเทศไทยกับประเทศลาว มีวิวทิวทัศน์สวยงามภูเขามากมายสลับซับซ้อนสวยงาม ชวนให้น่าค้นหา ถ้าขึ้นมาที่ ผาชะนะได ในหน้าหนาวจะพบกับทะเลหมอกที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยเลยก็ว่าได้
การที่จะเดินทางขึ้นไปถึงยอด ผาชะนะได นั้นมีความท้าทายมากถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งเลย ในที่จะต้องลุยป่าดงนาทาม ขึ้นไปเป็นระยะทางถึงประมาณ 15 กิโลมเตรเลยทีเดียว แต่ระหว่างทางนั้นก็มีบรรดาสัตว์ป่าและต้นไม้พืชพันธุ์ที่สวยงาม ดอกไม้ป่าที่ว่าหายากมีให้พบเห็นในระหว่างการเดินทาง นักท่องเที่ยวที่ชอบการเดินป่าสัมผัสกับธรรมชาติต้องชื่นชอบอย่างมากแน่นอน บรรยากาศโดยรอบมีความสงบ ได้ยินเพียงเสียงสัตว์ป่าและเสียงไหลของน้ำตกที่พบเจอสองข้างทาง ทำให้หลงใหลไปกับธรรมชาติที่สมบูรณ์ของ ป่าดงนาทาม ชวนให้ไปถ่ายรูปเก็บไว้เป็นความทรงจำดี ๆ
การขึ้นไปยอดเขา ผาชะนะได ต้องใช้รถกระบะที่มีความสูงหรือรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อ เพราะเส้นทางมีความขรุขระมาก มีลำธารขว้างเส้นทางในบางจุดมีเนินหินชัน การเดินทางขึ้นไปบน ผาชะนะได ต้องมีการเตรียมพร้อมพอสมควร เผื่อเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น อย่างรถติดหล่ม การช่วยเหลือก็เป็นไปได้ยาก เพราะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ระยะทาง 15 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางมากถึง 1-2 ชั่วโมงเลยทีเดียว
ผาชะนะได มีจุดให้บริการนักท่องเที่ยว คอยให้บริการอยู่มีลานกางเต็นท์สามจุด สามารถรับนักท่องเที่ยวได้หลายร้อยคน มีห้องน้ำ ไฟฟ้าให้ใช้ถึงประมาณเที่ยงคืน จึงต้องเตรียมอุปกรณ์อย่างไฟฉายหรือตะเกียงมาด้วย ส่วนใครที่ไม่ได้เอาเต็นท์มา ทางจุดบริการนักท่องเที่ยวมีเต็นท์และถุงนอนไว้คอยให้บริการ
การชมพระอาทิตย์ขึ้นบน ผาชะนะได ต้องเตรียมตัวก่อนสักประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น เพราะจากจุดที่กางเต็นท์ ต้องเดินทางต่อไปยังหน้าผาอีกประมาณ 1 กิโลเมตร เผื่อจะได้ชมพระอาทิตย์แรกของวันได้ทัน ถ้าไปช่วงปลายฝนต้นหนาวจะได้พบกับทะเลหมอกพร้อมกับชมพราะอาทิตย์ เป็นบรรยากาศที่สวยงามมากคุ้มกับการเดินทางที่ยากลำบาก

ป่าดงนาทาม

        

ป่าดงนาทาม ป็นป่าอยู่บริเวณทิศเหนือของอุทยานแห่งชาติผาแต้ม มีพื้นที่ติดต่อกัน 3 อำเภอ คืออำเภอโขงเจียม อำเภอศรีเมืองใหม่ และอำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ในทุกๆช่วงปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาวเหล่าพืชพันธุ์ดอกไม้ป่าจะบานสะพรั่งงอวดโฉมกันมากเป็นพิเศษ
ป่านดงนาทามเป็นป่าที่ค่อนข้างมีพื้นที่ราบสูงสลับกับภูเขาหินทรายกระจายอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณพลาญหินถ้ำไฮ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีทุ่งดอกไม้และดอกไม้ที่เกิดจากซอกหินให้นักท่องเที่ยวชื่นชมกันในช่วงฤดูหนาว โดยทุ่งดอกไม้ดินที่เด่นๆ ของป่าดงนาทามที่พบเห็นได้ทั่วไป ได้แก่ ดุสิตา สร้อยสุวรรณา ทิพเกสร กระดุมเงิน ส่วนดอกไม้ที่ขึ้นตามซอกหินต่างๆ ได้แก่ หยาดน้ำค้าง เหลืองพิสมร เอนอ้า และแดงอุบล